เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมคณะผู้บริหารและทีมงาน เดินสายพบปะคณะผู้บริหารและกองบรรณาธิการสื่อมวลชน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และขอบคุณที่ให้การสนับสนุนข่าวสารของเมืองพัทยาด้วยดีเสมอมา พร้อมใช้โอกาสนี้อัพเดตทิศทางการพัฒนาเมืองและประกาศความพร้อมขานรับนักท่องเที่ยวช่วงปลายปี ชูศักยภาพเมืองท่องเที่ยวและกีฬาระดับโลก ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ยกระดับใหม่และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ
.
ในการเดินสายเยี่ยมสื่อมวลชนครั้งนี้ นายปรเมศวร์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในฐานะพันธมิตรสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองพัทยา โดยระบุว่าการมาเยือนในครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการเป็นกระบอกเสียงที่ดีแล้ว ยังตั้งใจมารับฟังข้อเสนอแนะและมุมมองจากสื่อมวลชน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานเมืองพัทยาให้ดียิ่งขึ้น
.
พร้อมกันนี้ นายกเมืองพัทยา ได้เปิดเผยถึงภาพรวมความสำเร็จและความพร้อมของเมืองพัทยาว่า “ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2568 ยอดนักท่องเที่ยวสะสมของชลบุรี-พัทยา ทะลุกว่า 20 ล้านคน และคาดว่าในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาอีกมหาศาลจากกิจกรรมอีเวนต์ใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมางานเคานท์ดาวน์สามารถสร้างรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้ พัทยามองไกลกว่าแค่การจัดงานให้สำเร็จ แต่เราเน้นการบริหารจัดการเมือง ระบบสาธารณสุข และความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก”
อัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่: จากแผ่นดิน…สู่เกาะล้าน
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เมืองพัทยาได้เร่งแก้ปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำเมืองพัทยา เพื่อแก้ปัญหาท่อระบายน้ำเดิมที่มีขนาดเล็ก โดยโครงการไฮไลท์ล่าสุดคือการ “ดึงท่อลอด” ระบบท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร (ตั้งแต่แยกวัดธรรมสามัคคี ถึงแยกห้วยใหญ่) โดยไม่ต้องเปิดผิวถนนตลอดแนวขุด ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อการจราจรและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 47% และคาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2570 โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนสำคัญได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับโครงการพัทยาสะอาด 24 ชั่วโมงและการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน มีการพลิกโฉมภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ทั้งการปรับปรุงทางเท้าชายหาด, การปูพื้นทางเท้าบริเวณถนนพัทยาสาย 2, การพัฒนาระบบไฟฟ้าแสงสว่าง (LED) ทั่วเมือง, การนำสายไฟลงดิน 10 เส้นทาง และการทวงคืนพื้นที่สาธารณะ 6 จุด เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อเมืองพัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
ส่วนจุดบริการนักท่องเที่ยวหลักก็ถูกยกระดับเช่นกัน ทั้งการพลิกโฉมถนน Walking Street, การจัดระเบียบท่าเรือแหลมบาลีฮาย, และการปรับปรุงโป๊ะเทียบเรือ 6 จุด นอกจากนี้ การพัฒนา เกาะล้านยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ โดยมีการยกระดับคุณภาพชีวิตบนเกาะอย่างครบวงจร ทั้งการสร้างถนนใหม่ 5 เส้นทาง เช่น ถนนหาดตายาย, ติดตั้ง CCTV รวม 200 ตัว, เปิดศูนย์แพทย์ชุมชน, สร้างทางเท้าใหม่, สร้างเตาเผาขยะ และวางระบบบำบัดน้ำเสีย
ชู “ดิจิทัล” เป็นเครื่องมือหลัก “บริการและเฝ้าระวัง”
หัวใจสำคัญของการยกระดับครั้งนี้ คือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ทั่วเมืองกว่า 2,500 ตัว และยกระดับด้วยการใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุ และวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงแบบเรียลไทม์ เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว
ในด้านบริการ ระบบรับแจ้งเหตุ 1337 รับเรื่องร้องเรียนแจ้งเหตุการณ์ที่ไร้รอยต่อ ให้บริการ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด รองรับทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ โดยปีที่แล้วรับเรื่องกว่า 250,000 สาย ระบบนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับหน่วยเคลื่อนที่เร็ว และ LINE OA @pattayaconnect ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางสื่อสารหลัก ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถดูกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ในพัทยา 400 ตัว ตรวจสอบปฏิทินการท่องเที่ยว บริการภาครัฐ (E-Service) เช่น จองคิวโรงพยาบาล จ่ายภาษีออนไลน์ รวมถึงแจ้งเรื่องร้องทุกข์ได้อย่างสะดวก
“การพัฒนาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อความสำเร็จของงานเคานท์ดาวน์หรืองานซีเกมส์ แต่คือการอัพเกรดศักยภาพของพัทยาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางกีฬาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เมืองพัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางกีฬาระดับโลก พร้อมต้อนรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวด้วยความปลอดภัยและความประทับใจ” นายปรเมศวร์ กล่าวสรุป